quoting
nevent1q…62vz![]()
มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ราวกับคนที่กำลังหลับตาเดินอยู่กลางวันแสก ๆ — นั่นคือความรู้สึกที่ค่อย ๆ แผ่ออกมาจากทุกหน้าของ Awareness ของ Osho หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พยายามสอนศีลธรรม ไม่ได้พยายามบอกว่าอะไรถูกหรือผิด และไม่ได้เสนอระบบความเชื่อใหม่ให้มนุษย์ยึดถือ โอโชกำลังทำบางสิ่งที่อันตรายและลึกกว่านั้นมาก — เขากำลังพยายามรื้อ “ผู้หลับใหล” ที่มนุษย์เรียกว่า “ตัวฉัน”
“मनुष्य सोया हुआ है”
(มนุษย์กำลังหลับใหล)
เขากล่าวว่า สิ่งที่มนุษย์เรียกว่าชีวิต แท้จริงเป็นเพียงชุดของปฏิกิริยาอัตโนมัติ เราโกรธโดยไม่รู้ตัว รักโดยไม่รู้ตัว พูดโดยไม่รู้ตัว แม้แต่ขณะฟัง เราก็ไม่ได้ฟังจริง ๆ เพราะจิตล่องลอยอยู่ที่อื่นเสมอ ร่างกายอาจอยู่ตรงนี้ แต่จิตอยู่ในอดีต หรือไม่ก็วิ่งหนีไปสู่อีกวันหนึ่งที่ยังมาไม่ถึง
มนุษย์จึงแทบไม่เคยอยู่ในปัจจุบันเลย
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความทุกข์ทั้งหมด
โอโชพูดถึงคนที่กำลังเดินทางกลับบ้าน แต่ระหว่างทางกลับเริ่มคิดถึงอนาคต คิดถึงสิ่งที่จะทำพรุ่งนี้ คิดถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ทันทีที่จิตออกจากปัจจุบัน การเดินทางกลับบ้านก็หายไป เหลือเพียงกระแสของความคิด เขากล่าวว่า มนุษย์พลาดชีวิตเช่นนี้ตลอดเวลา เพราะไม่เคยอยู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง
“Either you are in memory
or in imagination
but never here.”
(Osho, Awareness)
เขาจึงย้ำอยู่เสมอว่า จง “กลับมา” — ไม่ใช่กลับไปสู่อดีต ไม่ใช่กลับไปหาความเชื่อ แต่กลับมาสู่ปัจจุบัน กลับมาสู่ลมหายใจ กลับมาสู่ร่างกาย กลับมาสู่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้
แม้แต่เวลาท่านรู้ตัวว่าหลงไปแล้ว ก็ไม่ต้องโกรธตนเอง เพียงกลับมา
นี่คือสิ่งที่โอโชกล่าวซ้ำอย่างอ่อนโยนที่สุด เขาบอกว่า มนุษย์ทำผิดพลาดตรงที่เมื่อรู้ตัวว่าหลงไป ก็เริ่มรู้สึกผิด และทันทีที่เกิดความรู้สึกผิด จิตก็หลุดเข้าไปในเกมของอัตตาอีกครั้ง
“อย่ารู้สึกผิด
เพียงแค่กลับมา”
(Osho, Awareness)
เพราะสำหรับโอโช ความรู้สึกผิดไม่ได้ทำให้มนุษย์ตื่น มันเพียงทำให้มนุษย์สร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา — ตัวตนของ “คนบาป” หรือ “คนที่ล้มเหลว” เท่านั้นเอง
เขาจึงกล่าวว่า การตระหนักรู้ไม่ใช่การต่อสู้กับตนเอง แต่คือการมองเห็น
“Just watch.”
(Osho, Awareness)
หากกำลังโกรธ ก็จงเฝ้ามองความโกรธ
หากกำลังอิจฉา ก็จงเฝ้ามองความอิจฉา
หากกำลังกลัว ก็จงเฝ้ามองความกลัว
อย่าตัดสิน
อย่ากดข่ม
อย่าพยายามเปลี่ยนมัน
เพราะทันทีที่มีการมองเห็นอย่างสมบูรณ์ สิ่งนั้นจะเริ่มสลายไปเอง
โอโชเปรียบความตระหนักรู้เหมือนแสงสว่าง และกิเลสเหมือนความมืด เมื่อมีแสง ความมืดไม่จำเป็นต้องถูกต่อสู้ มันหายไปเองโดยธรรมชาติ
“स्मरण ही रूपांतरण है”
(การระลึกได้ คือ การเปลี่ยนแปลง)
เขาจึงปฏิเสธศีลธรรมแบบกดข่มทั้งหมด เขากล่าวว่า คนที่พยายาม “ควบคุม” ความโกรธ ไม่ได้เข้าใจความโกรธเลย เขาเพียงผลักมันลงไปใต้ดิน และสิ่งที่ถูกกดไว้จะยิ่งอันตรายกว่าเดิม
“Repression is poison.”
(Osho, Awareness)
มนุษย์จึงเต็มไปด้วยความแตกแยกภายใน ภายนอกดูสุภาพ แต่ภายในเดือดพล่าน ภายนอกยิ้ม แต่ภายในเต็มไปด้วยความรุนแรง เพราะสังคมสอนให้ “แสดง” บางอย่าง และ “ซ่อน” บางอย่าง มนุษย์จึงค่อย ๆ สูญเสียความเป็นธรรมชาติ
โอโชกล่าวว่า เด็กเล็กมีคุณภาพบางอย่างที่มนุษย์โตแล้วสูญเสียไป — เด็กยังมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ยังหัวเราะเต็มที่ ร้องไห้เต็มที่ โกรธเต็มที่ และลืมมันไปทันที ขณะที่ผู้ใหญ่สะสมทุกสิ่งไว้ในจิตใจจนกลายเป็นอดีตอันหนักอึ้ง
มนุษย์จึงกลายเป็น “ความทรงจำ”
และเมื่อมนุษย์เต็มไปด้วยอดีต เขาจะมองโลกผ่านอดีตเสมอ ไม่ได้มองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างแท้จริง
นี่คือเหตุผลที่โอโชพูดถึง “การตายของอดีต” อยู่บ่อยครั้ง เขาไม่ได้หมายถึงการสูญเสียความจำ แต่หมายถึงการไม่แบกมันไว้เป็นศูนย์กลางของตัวตนอีกต่อไป
“Die each moment to the past.”
(Osho, Awareness)
ในหลายตอนของหนังสือ เขาโจมตีปรัชญาและตรรกะอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะเขาเกลียดความคิด แต่เพราะเขาเห็นว่ามนุษย์ใช้ความคิดเพื่อหนีจากความลึกลับของชีวิต นักปรัชญาพยายามอธิบายทุกสิ่ง เพราะมนุษย์กลัวสิ่งที่อธิบายไม่ได้
แต่ชีวิตไม่ใช่ปัญหาที่ต้องแก้
มันคือความลึกลับที่ต้องสัมผัส
“Life is a mystery.”
(Osho, Awareness)
เขาเล่าเรื่องของ Aristotle เพื่อชี้ว่า ตรรกะทำงานอยู่บนเส้นตรง ทุกอย่างต้องชัดเจน ต้องแบ่งขาวกับดำ ถูกกับผิด แต่ชีวิตจริงไม่เคยเป็นเส้นตรงเช่นนั้น ชีวิตเต็มไปด้วยความย้อนแย้ง กลางวันค่อย ๆ กลายเป็นกลางคืน ความรักค่อย ๆ กลายเป็นความเกลียด ความสุขค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความเศร้า ทุกสิ่งไหลหากันอยู่ตลอด
ตรรกะจึงพยายาม “ตรึง” โลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
โอโชกล่าวว่า นี่คือเหตุผลที่นักปรัชญาจำนวนมากไม่เคยเข้าถึงความจริง เพราะพวกเขามัวแต่มองผ่านแนวคิด แทนที่จะมองตรง ๆ
“Philosophy gives explanations.
Awareness gives eyes.”
(Osho, Awareness)
ในอีกด้านหนึ่ง เขากล่าวว่าศาสนาก็พลาดเช่นกัน หากศาสนากลายเป็นเพียงความเชื่อ เพราะความเชื่ออาจทำให้มนุษย์ “หลับสบาย” ขึ้น แต่ไม่ได้ตื่นขึ้นจริง
มนุษย์จำนวนมากใช้ศาสนาเป็นยานอนหลับ ใช้พิธีกรรม ใช้คำสวด ใช้ความเชื่อ เพื่อหลีกหนีความว่างเปล่าภายใน แต่ไม่เคยเผชิญหน้ากับตนเองตรง ๆ
ดังนั้น ศาสนาในความหมายแท้จริงของโอโช จึงไม่ใช่โบสถ์ ไม่ใช่วัด ไม่ใช่คัมภีร์
แต่คือ “การตื่น”
“धर्म जागरण है”
(ศาสนาคือการตื่น)
ตื่นจากความคิด
ตื่นจากความเคยชิน
ตื่นจากอัตตา
ตื่นจากชีวิตแบบเครื่องจักร
และเมื่อมนุษย์เริ่มตื่น แม้เพียงชั่วขณะเดียว โลกทั้งโลกจะเริ่มเปลี่ยนคุณภาพ
ต้นไม้จะไม่ใช่แค่ต้นไม้
สายลมจะไม่ใช่แค่ลม
ความเงียบจะไม่ใช่แค่การไม่มีเสียง
ทุกสิ่งจะเริ่มมีชีวิต
เพราะผู้มองไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป
โอโชกล่าวว่า ในช่วงเวลาของ awareness นั้น “ตัวตน” จะหายไปชั่วคราว เหลือเพียงการรับรู้อันบริสุทธิ์ ไม่มีผู้คิด ไม่มีผู้ตัดสิน ไม่มีผู้เปรียบเทียบ มีเพียงการมีอยู่
และในสภาวะนั้นเอง มนุษย์จะเริ่มสัมผัสเสรีภาพที่แท้จริง
ไม่ใช่เสรีภาพทางการเมือง
ไม่ใช่เสรีภาพในการเลือก
แต่คือเสรีภาพจากจิตที่เคยคุมขังตนเองมาตลอดชีวิต
“तुम विचार नहीं हो
तुम साक्षी हो”
(คุณไม่ใช่ความคิด
คุณคือผู้เฝ้ามอง)
ท้ายที่สุด Awareness จึงไม่ใช่หนังสือปรัชญา ไม่ใช่หนังสือศาสนา และไม่ใช่คู่มือพัฒนาตนเอง มันเป็นเหมือนเสียงกระซิบที่คอยเรียกมนุษย์กลับบ้าน — กลับมาสู่ปัจจุบัน กลับมาสู่ความเงียบ และกลับมาสู่การตื่นรู้ที่มีอยู่แล้วภายในตัวเขามาโดยตลอด เพียงแต่ถูกกลบด้วยเสียงอึกทึกของความคิดเท่านั้นเอง
———
โอโชกล่าวว่า ความยากที่สุดของมนุษย์ไม่ใช่การบรรลุธรรม ไม่ใช่การเข้าใจจักรวาล และไม่ใช่การเอาชนะกิเลส แต่คือการ “อยู่ตรงนี้” อย่างสมบูรณ์ เพราะจิตของมนุษย์ติดการเคลื่อนไหวตลอดเวลา มันต้องการจะเป็นอะไรบางอย่างอยู่เสมอ ต้องการจะไปให้ถึงที่ไหนสักแห่ง แม้กระทั่งในทางจิตวิญญาณ มนุษย์ก็ยังเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน
อยากเป็นผู้รู้แจ้ง
อยากเป็นคนบริสุทธิ์
อยากเป็นพระอริยะ
อยากไปถึงนิพพาน
แต่สำหรับโอโช ความอยากที่จะ “ไปถึง” นั่นเอง คืออุปสรรค เพราะตราบใดที่ยังมีผู้พยายามจะเป็นอะไรบางอย่าง จิตก็ยังคงวิ่งหนีปัจจุบันอยู่ดี
“Desire means future.”
(Osho, Awareness)
ทันทีที่เกิดความอยาก เวลาเชิงจิตวิทยาก็ถือกำเนิดขึ้นทันที มนุษย์จะเริ่มแบ่งชีวิตออกเป็น “ตอนนี้” กับ “วันหนึ่งในอนาคต” และตราบใดที่ยังมีอนาคตทางจิตใจ มนุษย์จะไม่มีวันพักผ่อนอย่างแท้จริง
โอโชจึงกล่าวว่า มนุษย์เหนื่อยไม่ใช่เพราะทำงานหนัก แต่เหนื่อยเพราะจิตไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว แม้เวลานอน ร่างกายอาจพัก แต่จิตยังฝัน ยังคิด ยังวิ่ง ยังสร้างภาพไม่รู้จบ มนุษย์จึงแทบไม่เคยรู้จัก “ความเงียบ”
เขากล่าวว่า แม้กระทั่งความรัก คนส่วนใหญ่ก็ไม่เคยสัมผัสมันจริง ๆ เพราะสิ่งที่เรียกว่าความรัก มักเต็มไปด้วยความกลัว ความครอบครอง ความหึงหวง และความคาดหวัง มันจึงไม่ใช่ความรัก แต่เป็นการใช้กันและกันเพื่อเติมเต็มความว่างเปล่าภายใน
เมื่อคนสองคนต่างว่างเปล่า
ต่างเรียกร้อง
ต่างยึดเกาะ
ความสัมพันธ์จึงกลายเป็นสนามแห่งความทุกข์
โอโชกล่าวว่า คนที่ไม่สามารถอยู่คนเดียวอย่างสงบ จะไม่มีวันรักใครได้จริง เพราะเขาไม่ได้ต้องการความรัก เขาต้องการ “การหลบหนีจากตนเอง”
“Love is possible only when you are alone.”
(Osho, Awareness)
คำว่า “alone” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงความโดดเดี่ยว แต่หมายถึงภาวะที่จิตไม่ต้องเกาะใครเพื่อเติมเต็มตัวเองอีกต่อไป เป็นความสมบูรณ์ภายในที่ไม่เรียกร้อง ไม่เกาะเกี่ยว และไม่หวาดกลัวการสูญเสีย
เมื่อมนุษย์เริ่มมี awareness ความสัมพันธ์ทั้งหมดจะเปลี่ยนไป เพราะเขาจะเริ่มมองอีกฝ่ายโดยไม่มีม่านของความคาดหวัง เขาจะไม่พยายามเปลี่ยนใคร ไม่พยายามครอบครองใคร และไม่พยายามใช้ใครเพื่อกลบความเหงาของตนเอง
นี่คือสิ่งที่โอโชเรียกว่า “freedom in love”
ในอีกด้านหนึ่ง เขากล่าวถึงความกลัวอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะความกลัวความตาย เขามองว่ามนุษย์กลัวความตาย เพราะมนุษย์ไม่เคยมีชีวิตอยู่จริง คนที่ไม่เคยสัมผัสชีวิตอย่างเต็มที่ ย่อมกลัวการสูญเสียมัน แต่คนที่ตื่นรู้จะเริ่มเข้าใจว่า ความตายไม่ใช่สิ่งตรงข้ามกับชีวิต
ชีวิตและความตายเคลื่อนไหวร่วมกันเสมอ
ทุกลมหายใจคือการเกิดและดับ
ทุกขณะคือการเริ่มต้นและสิ้นสุด
ตรรกะพยายามแยกสิ่งเหล่านี้ออกจากกัน แต่ existence ไม่ได้แบ่งเป็นขาวกับดำเช่นนั้น
โอโชจึงกล่าวว่า ความคิดแบบตรรกะทำให้มนุษย์สูญเสียความสามารถในการมองเห็นความเป็นหนึ่งเดียวของชีวิต เขาพูดถึง Aristotle ว่าเป็นตัวแทนของจิตแบบแบ่งแยก ซึ่งต้องการให้ทุกอย่างชัดเจนและเป็นเส้นตรง แต่ชีวิตจริงกลับเต็มไปด้วยความคลุมเครือและความย้อนแย้ง
กลางคืนค่อย ๆ กลายเป็นกลางวัน
ความเกลียดค่อย ๆ กลายเป็นความรัก
ชีวิตค่อย ๆ เคลื่อนไปสู่ความตาย
และความตายก็หล่อเลี้ยงชีวิตใหม่อีกครั้ง
ทุกสิ่งไหลเข้าหากัน
“Life is paradoxical.”
(Osho, Awareness)
เขาจึงกล่าวว่า ความจริงไม่สามารถ “คิด” ได้ แต่ต้องถูก “เห็น” เพราะความคิดเป็นเพียงเครื่องมือเล็ก ๆ ที่มนุษย์ใช้จัดระเบียบโลกภายนอก แต่ไม่สามารถสัมผัสความลึกของการมีอยู่ได้
นี่คือเหตุผลที่โอโชโจมตีความรู้แบบสะสม เขากล่าวว่า คนจำนวนมากอ่านหนังสือมากมาย พูดเรื่องจิตวิญญาณได้อย่างสวยงาม แต่ภายในยังเต็มไปด้วยความสับสน เพราะความรู้ไม่ใช่การตื่นรู้
“Knowledge is borrowed.
Awareness is your own.”
(Osho, Awareness)
มนุษย์จึงสร้างตัวตนจากสิ่งที่ยืมมา — ศาสนา ชาติ ภาษา ความเชื่อ อุดมการณ์ — แล้วเรียกสิ่งนั้นว่า “ฉัน” ทั้งที่จริงแล้ว มันเป็นเพียงชั้นของเงื่อนไขทางสังคม
และยิ่งอัตตาสร้างขึ้นจากสิ่งเหล่านี้มากเท่าไร มนุษย์ก็ยิ่งห่างไกลจากธรรมชาติเดิมแท้ของตนเองมากขึ้นเท่านั้น
โอโชจึงกล่าวว่า การภาวนาไม่ใช่การทำอะไรเพิ่ม แต่คือการค่อย ๆ ปลดสิ่งปลอมออกไป จนเหลือเพียงความเงียบที่มีอยู่ก่อนความคิดทั้งหมด
“Meditation is not concentration.
Meditation is awareness.”
(Osho, Awareness)
เขาปฏิเสธการเพ่งแบบบังคับ เพราะการเพ่งยังเป็นกิจกรรมของจิตที่พยายามควบคุมตนเอง ขณะที่ meditation ในความหมายของเขา คือการผ่อนคลายเข้าสู่การเฝ้ามองอย่างไร้ศูนย์กลาง
ฟังเสียงนกโดยไม่แปลความหมาย
เดินโดยไม่รีบร้อนไปถึงที่หมาย
หายใจโดยไม่พยายามควบคุมลมหายใจ
และเมื่อการเฝ้ามองลึกพอ จิตจะเริ่มเงียบเอง
ในความเงียบนั้น มนุษย์จะเริ่มสัมผัสสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายด้วยภาษาได้ โอโชจึงกล่าวว่า ทุกคำอธิบายเกี่ยวกับความจริงล้วนผิดพลาด เพราะความจริงไม่ใช่วัตถุที่จับใส่ประโยคได้
ทันทีที่พูดถึงมัน
มันก็ไม่ใช่มันอีกแล้ว
ดังนั้น ผู้รู้แจ้งจำนวนมากจึงเลือกใช้บทกวี เรื่องตลก หรือความเงียบ แทนคำอธิบายตรง ๆ เพราะความจริงไม่สามารถส่งต่อผ่านแนวคิดได้ มันต้องถูกสัมผัสด้วย awareness ของแต่ละคนเท่านั้น
“Truth cannot be taught.
It can only be caught.”
(Osho, Awareness)
และบางที นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมหนังสือ Awareness จึงให้ความรู้สึกเหมือนไม่ได้พยายาม “สอน” อะไรเลย แต่มันค่อย ๆ สั่นคลอนผู้อ่านทีละชั้น รื้อความเคยชินทีละชั้น จนในที่สุด เหลือเพียงคำถามเงียบ ๆ ที่ดังอยู่ภายใน —
ขณะนี้…
ใครคือผู้กำลังรับรู้อยู่กันแน่?
#Siamstr #nostr #philosophy #osho
k_wong on Nostr: 👍 ...
👍
