daharsailor on Nostr: จิตวิทยาของคนที่รวยมากๆ ...
จิตวิทยาของคนที่รวยมากๆ
เมื่อวานผมไปอ่านเจอถึงบทความของ Alison Taylor ศาตราจารย์ทางด้านจิตวิทยาของ NYU เกี่ยวกับจิตวิทยาของคนที่รวยมากๆ เห็นว่าน่าสนใจก็เลยอยากนำมาแปลและเล่าให้ฟังกัน มันเริ่มต้นจาก
1. การเปลี่ยนแปลงในวิธีที่คนคนนั้นเริ่มมองตัวเอง เพราะความรวยไม่ได้เปลี่ยนแค่สิ่งที่เขาสามารถซื้อได้เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนสิ่งที่เขารู้สึกว่า “ตัวเองควรได้รับ” (entitlement) อีกด้วย
2. หลังจากนั้น สิ่งที่ตามมาคือ “isolation” แต่คำคำนี้ไม่ได้หมายถึงแค่ “ความโดดเดี่ยว” หากหมายถึงการ “แยกตัวออก” จากคนอื่นอย่างเป็นระบบ ความรวยในระดับสูงมักพาคนเข้าไปอยู่ในโลกที่ถูกคัดกรองมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนเอกชน, สโมสรส่วนตัว, เครื่องบินส่วนตัว, ย่านที่อยู่อาศัยแบบปิด (exclusive neighbourhoods) จนท้ายที่สุด กลายเป็นการใช้ชีวิตอยู่ใน “ความจริงอีกแบบหนึ่ง” (a private version of reality) ที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่อย่างสิ้นเชิง
3. ไม่นานนัก สิ่งที่เราเรียกว่า echo chamber ก็จะเริ่มก่อตัวขึ้น สภาพแวดล้อมที่คนที่รวยมากๆมักถูกห้อมล้อมด้วยผู้คนที่สถานะและรายได้ของพวกเขาขึ้นอยู่กับการทำให้เจ้าตัวพึงพอใจ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ข่าวร้ายๆก็จะค่อยๆหายไปจากสายตาและการรับรู้ของเขา
4. ความเป็นหมู่เป็นเหล่า (tribalism) ก็จะเข้ามาครอบงำ และคนที่อยู่นอกกลุ่ม (outsiders) จะถูกมองด้วยความระแวงและดูแคลน (“ไอ้พวกนั้นมันก็แค่พวกขี้อิจฉา อยากเข้ามาเอาเงินของเราอย่างเดียว”)
5. สิ่งที่ตามมาในลำดับถัดไปก็คือกลไกปกป้องตัวเองทางจิตใจ คนที่ร่ำรวยมากๆมีโอกาสสูงกว่าคนทั่วไปที่จะเริ่มปฏิเสธความเป็นมนุษย์และความต้องการของผู้อื่น พร้อมทั้งสร้างเหตุผลมารองรับความเชื่อของตัวเองว่า ในเมื่อเขาสร้างความร่ำรวยขึ้นมาได้ คนอื่นก็ย่อมทำได้เช่นกัน และคนที่ทำไม่ได้ก็เป็นเพราะขี้เกียจหรือไร้ศีลธรรม
6. ไม่นานนัก พวกเขาก็จะเริ่ม “แยกตัวออกจากผลลัพธ์ของการกระทำ” ของตัวเอง (become isolated from consequences) พวกเขาสามารถจ้างคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาพลักษณ์ ให้มาจัดการกับผลกระทบหรือผลพวงจากสิ่งที่พวกเขาทำแทนได้
7. วงจรป้อนกลับ (feedback loop) เริ่มก่อตัวขึ้น: พฤติกรรมที่ไม่ดีกลับได้รับรางวัลเป็นอำนาจที่มากขึ้น ความมั่งคั่งที่มากขึ้น และสถานะที่สูงขึ้น ซึ่งยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าตนเองถูกต้อง และคนอื่นล้วนผิด
8. และขั้นตอนสุดท้ายก็คือ moral distortion — การบิดเบือนทางศีลธรรม คนที่มีความมั่งคั่งจะเริ่มหาเหตุผลมารองรับการกระทำของตัวเองว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสม เพราะโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่นั้นให้รางวัลกับคนที่ใช้ชีวิตแบบเดียวกับพวกเขา
ดังนั้น แม้ว่าพฤติกรรมของพวกเขาในสายตาคนนอกจะดูเหมือนการเอาเปรียบหรือกดขี่ (predatory) แต่ในมุมมองของพวกเขาเอง การกระทำนั้นกลับเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล ปกติธรรมดา และยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นสิ่งที่ได้รับการยกย่องจากคนในกลุ่มเดียวกันอีกด้วย
#Podcast #Nostr #Books #Zap #bitcoin #Social
Published at
2026-03-20 14:26:10 UTCEvent JSON
{
"id": "d5d463f851ecc21c7ff566e070970c65f765f420f565912e2a8a9b7ade528991",
"pubkey": "f821a7eb704ad086351395dad6e5131f1d6efd220b7aa9f2d4c6a00434749526",
"created_at": 1774016770,
"kind": 1,
"tags": [
[
"t",
"Podcast"
],
[
"t",
"Nostr"
],
[
"t",
"Books"
],
[
"t",
"Zap"
],
[
"t",
"bitcoin"
],
[
"t",
"Social"
]
],
"content": "จิตวิทยาของคนที่รวยมากๆ\n\nเมื่อวานผมไปอ่านเจอถึงบทความของ Alison Taylor ศาตราจารย์ทางด้านจิตวิทยาของ NYU เกี่ยวกับจิตวิทยาของคนที่รวยมากๆ เห็นว่าน่าสนใจก็เลยอยากนำมาแปลและเล่าให้ฟังกัน มันเริ่มต้นจาก\n\n1. การเปลี่ยนแปลงในวิธีที่คนคนนั้นเริ่มมองตัวเอง เพราะความรวยไม่ได้เปลี่ยนแค่สิ่งที่เขาสามารถซื้อได้เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนสิ่งที่เขารู้สึกว่า “ตัวเองควรได้รับ” (entitlement) อีกด้วย\n\n2. หลังจากนั้น สิ่งที่ตามมาคือ “isolation” แต่คำคำนี้ไม่ได้หมายถึงแค่ “ความโดดเดี่ยว” หากหมายถึงการ “แยกตัวออก” จากคนอื่นอย่างเป็นระบบ ความรวยในระดับสูงมักพาคนเข้าไปอยู่ในโลกที่ถูกคัดกรองมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนเอกชน, สโมสรส่วนตัว, เครื่องบินส่วนตัว, ย่านที่อยู่อาศัยแบบปิด (exclusive neighbourhoods) จนท้ายที่สุด กลายเป็นการใช้ชีวิตอยู่ใน “ความจริงอีกแบบหนึ่ง” (a private version of reality) ที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่อย่างสิ้นเชิง\n\n3. ไม่นานนัก สิ่งที่เราเรียกว่า echo chamber ก็จะเริ่มก่อตัวขึ้น สภาพแวดล้อมที่คนที่รวยมากๆมักถูกห้อมล้อมด้วยผู้คนที่สถานะและรายได้ของพวกเขาขึ้นอยู่กับการทำให้เจ้าตัวพึงพอใจ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ข่าวร้ายๆก็จะค่อยๆหายไปจากสายตาและการรับรู้ของเขา\n\n4. ความเป็นหมู่เป็นเหล่า (tribalism) ก็จะเข้ามาครอบงำ และคนที่อยู่นอกกลุ่ม (outsiders) จะถูกมองด้วยความระแวงและดูแคลน (“ไอ้พวกนั้นมันก็แค่พวกขี้อิจฉา อยากเข้ามาเอาเงินของเราอย่างเดียว”)\n\n5. สิ่งที่ตามมาในลำดับถัดไปก็คือกลไกปกป้องตัวเองทางจิตใจ คนที่ร่ำรวยมากๆมีโอกาสสูงกว่าคนทั่วไปที่จะเริ่มปฏิเสธความเป็นมนุษย์และความต้องการของผู้อื่น พร้อมทั้งสร้างเหตุผลมารองรับความเชื่อของตัวเองว่า ในเมื่อเขาสร้างความร่ำรวยขึ้นมาได้ คนอื่นก็ย่อมทำได้เช่นกัน และคนที่ทำไม่ได้ก็เป็นเพราะขี้เกียจหรือไร้ศีลธรรม\n\n6. ไม่นานนัก พวกเขาก็จะเริ่ม “แยกตัวออกจากผลลัพธ์ของการกระทำ” ของตัวเอง (become isolated from consequences) พวกเขาสามารถจ้างคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาพลักษณ์ ให้มาจัดการกับผลกระทบหรือผลพวงจากสิ่งที่พวกเขาทำแทนได้\n\n7. วงจรป้อนกลับ (feedback loop) เริ่มก่อตัวขึ้น: พฤติกรรมที่ไม่ดีกลับได้รับรางวัลเป็นอำนาจที่มากขึ้น ความมั่งคั่งที่มากขึ้น และสถานะที่สูงขึ้น ซึ่งยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าตนเองถูกต้อง และคนอื่นล้วนผิด\n\n8. และขั้นตอนสุดท้ายก็คือ moral distortion — การบิดเบือนทางศีลธรรม คนที่มีความมั่งคั่งจะเริ่มหาเหตุผลมารองรับการกระทำของตัวเองว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสม เพราะโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่นั้นให้รางวัลกับคนที่ใช้ชีวิตแบบเดียวกับพวกเขา\n\nดังนั้น แม้ว่าพฤติกรรมของพวกเขาในสายตาคนนอกจะดูเหมือนการเอาเปรียบหรือกดขี่ (predatory) แต่ในมุมมองของพวกเขาเอง การกระทำนั้นกลับเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล ปกติธรรมดา และยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นสิ่งที่ได้รับการยกย่องจากคนในกลุ่มเดียวกันอีกด้วย\n\n#Podcast #Nostr #Books #Zap #bitcoin #Social ",
"sig": "f0bd78b3cf53eb97d880e9e699019d93f625ab11da9c65e83d0d0d5d00b34fe7d9ee0ba41070aedf0d736b2f615562acacf9c5c69daebcc0a11b8fe8f25b4ba4"
}