Base58check Encoding
ระบบคอมพิวเตอร์มีวิธีเขียนตัวเลขยาวๆ ให้สั้นลงโดยใช้ทั้งตัวเลขและตัวอักษรผสมกัน เพื่อใช้พื้นที่น้อยลงอย่างเช่น ระบบเลขฐานสิบ (ปกติที่เราใช้) - ใช้เลข 0-9 เท่านั้น, ระบบเลขฐานสิบหก - ใช้เลข 0-9 และตัวอักษร A-F ตัวอย่าง: เลข 255 ในระบบปกติ เขียนเป็น FF ในระบบเลขฐานสิบหก (สั้นกว่า) หรืออย่างระบบเลขฐานหกสิบสี่ (Base64) - ใช้สัญลักษณ์ถึง 64 ตัว: ตัวอักษรเล็ก (a-z) 26 ตัว, ตัวอักษรใหญ่ (A-Z) 26 ตัว, ตัวเลข (0-9) 10 ตัว, สัญลักษณ์พิเศษอีก 2 ตัว ("+" และ "/") โดยระบบ Base64 นี้ช่วยให้เราส่งไฟล์คอมพิวเตอร์ผ่านข้อความธรรมดาได้ เช่น การส่งรูปภาพผ่านอีเมล โดยใช้พื้นที่น้อยกว่าการเขียนเป็นเลขฐานสิบแบบปกติมาก
การเข้ารหัสแบบ Base58 คล้ายกับ Base64 โดยใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก และตัวเลข แต่ได้ตัดตัวอักษรบางตัวที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นตัวอื่นและอาจดูเหมือนกันเมื่อแสดงในฟอนต์บางประเภทออกไปนั่นคือ เลข 0 (ศูนย์), ตัวอักษร O (ตัว O พิมพ์ใหญ่), ตัวอักษร l (ตัว L พิมพ์เล็ก), ตัวอักษร I (ตัว I พิมพ์ใหญ่), และสัญลักษณ์ "+" และ "/"
หรือพูดให้ง่ายขึ้น Base58 คือกลุ่มตัวอักษรพิมพ์เล็ก พิมพ์ใหญ่ และตัวเลข แต่ไม่มีตัวอักษรทั้งสี่ตัว (0, O, l, I) ที่กล่าวถึงข้างต้น ตัวอักษรทั้งหมดที่ใช้ใน Base58 จะแสดงให้เห็นในตัวอักษร Base58 ของบิทคอยน์
Bitcoin’s base58 alphabet
```
123456789ABCDEFGHJKLMNPQRSTUVWXYZabcdefghijkmnopqrstuvwxyz
```
การเพิ่มความปลอดภัยพิเศษเพื่อป้องกันการพิมพ์ผิดหรือข้อผิดพลาดในการคัดลอก base58check ได้รวม รหัสตรวจสอบ (checksum) ที่เข้ารหัสในตัวอักษร base58 เข้าไปด้วย รหัสตรวจสอบนี้คือข้อมูลเพิ่มเติมอีก 4 ไบต์ที่เพิ่มเข้าไปที่ท้ายของข้อมูลที่กำลังถูกเข้ารหัส
รหัสตรวจสอบนี้ได้มาจากการแฮชข้อมูลที่ถูกเข้ารหัส และจึงสามารถใช้เพื่อตรวจจับข้อผิดพลาดจากการคัดลอกและการพิมพ์ได้ เมื่อโปรแกรมได้รับรหัส base58check ซอฟต์แวร์ถอดรหัสจะคำนวณรหัสตรวจสอบของข้อมูลและเปรียบเทียบกับรหัสตรวจสอบที่รวมอยู่ในรหัสนั้น
การแปลงข้อมูล (ตัวเลข) เป็นรูปแบบ base58check มีขั้นตอนดังนี้:
1. เราเริ่มโดยการเพิ่ม prefix เข้าไปในข้อมูล เรียกว่า "version byte" ซึ่งช่วยให้ระบุประเภทของข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสได้ง่าย ตัวอย่างเช่น: prefix ศูนย์ (0x00 ในระบบเลขฐานสิบหก) แสดงว่าข้อมูลควรถูกใช้เป็นการยืนยัน (hash) ในสคริปต์เอาต์พุต legacy P2PKH
2. จากนั้น เราคำนวณ "double-SHA" checksum ซึ่งหมายถึงการใช้อัลกอริทึมแฮช SHA256 สองครั้งกับผลลัพธ์ก่อนหน้า (prefix ต่อกับข้อมูล):
```
checksum = SHA256(SHA256(prefix||data))
```
3. จากแฮช 32 ไบต์ที่ได้ (การแฮชซ้อนแฮช) เราเลือกเฉพาะ 4 ไบต์แรก ไบต์ทั้งสี่นี้ทำหน้าที่เป็นรหัสตรวจสอบข้อผิดพลาดหรือ checksum
4. นำ checksum นี้ไปต่อที่ท้ายข้อมูล
การเข้ารหัสแบบ base58check คือรูปแบบการเข้ารหัสที่ใช้ base58 พร้อมกับการระบุเวอร์ชันและการตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อการเข้ารหัสข้อมูลบิทคอยน์ โดยคุณสามารถดูภาพประกอบด้านล่างเพื่อความเข้าใจเพิ่มเติม
ในบิตคอยน์นั้น นอกจากจะใช้ base58check ในการยืนยัน public key แล้ว ก็ยังมีการใช้ในข้อมูลอื่น ๆ ด้วย เพื่อทำให้ข้อมูลนั้นกะทัดรัด อ่านง่าย และตรวจจับข้อผิดพลาดได้ง่ายด้วยรหัสนำหน้า (version prefix) ในการเข้ารหัสแบบ base58check ถูกใช้เพื่อสร้างรูปแบบที่แยกแยะได้ง่าย ซึ่งเมื่อเข้ารหัสด้วย base58 โดยจะมีตัวอักษรเฉพาะที่จุดเริ่มต้นของข้อมูลที่เข้ารหัส base58check ตัวอักษรเหล่านี้ช่วยให้เราระบุประเภทของข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสและวิธีการใช้งานได้ง่าย นี่คือสิ่งที่แยกความแตกต่าง ตัวอย่างเช่น ระหว่าง address บิทคอยน์ที่เข้ารหัส base58check ซึ่งขึ้นต้นด้วยเลข 1 กับรูปแบบการนำเข้า private key (WIF - Wallet Import Format) ที่เข้ารหัส base58check ซึ่งขึ้นต้นด้วยเลข 5 ตัวอย่างของ version prefix สามารถดูได้ตามตารางด้านล่างนี้
ภาพต่อไปนี้จะทำให้คุณเห็นภาพของกระบวนการแปลง public key ให้เป็น bitcoin address
#siamstr #righttech
อยากแชร์ไปให้คนที่ไม่ได้อยู่บน Nostr อ่านอย่างงั้นเหรอ !?!?!?!? งั้นทางเราขอแนะนำ: https://learnbn.npub.pro/
